ท่องโลกเกษตร : เที่ยวสวนผลไม้ภาคตะวันออก
บทความ การเกษตร May 10th, 2008เข้าสู่เดือนพฤษภาคมของทุกปี เป็นที่รับทราบของคนไทยว่าฤดูผลผลิตผลไม้ได้ก้าวเข้ามาถึงอีกวาระหนึ่ง ผลไม้ไทยเป็นที่ยอมรับกันว่ามีรสชาติอร่อย เต็มไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ทั่วโลกยอมรับ แถมมีมากมายหลายชนิดให้ได้รับประทาน แต่จากที่ภูมิประเทศเอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกพืชเหล่านี้เป็นผลให้ผลผลิตแต่ละปีที่ออกมาจึงเกินความต้องการของประชาชนในประเทศ ขณะเดียวกันผลไม้เป็นสินค้าที่มีระยะเวลา คือจะเน่าเสียหลังจากเก็บเกี่ยวไม่กี่วัน ฉะนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการบริหารจัดการที่ดีในเรื่องของการนำเข้าสู่วงจรของการตลาด
นายธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในปี 2551 ทางกระทรวงฯ ได้ประเมินสถานการณ์ผลไม้ในพื้นที่ภาคตะวันออก ว่าปีนี้จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดประมาณ 828,636 ตัน ทั้งเงาะ ทุเรียน และมังคุดจะมีปริมาณลดลงจากปีที่ผ่านมา ยกเว้นลองกองที่คาดว่าจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 11,998 ตัน โดยในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี จะมีปริมาณผลผลิตออกมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 66.74 ของปริมาณผลผลิตทั้งหมด รองลงมาได้แก่จังหวัดตราด ร้อยละ 18.27 และระยอง ร้อยละ 14.99 ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าผลผลิตโดยรวมปีนี้จะน้อยกว่าปีที่แล้ว แต่ระบบการจัดการที่ดีในเรื่องของการนำส่งสู่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องและทันการนั้นก็มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการเฉกเช่นปีที่ผ่าน ๆ มา ล่าสุดมีโอกาสเดินทางไปยังพื้นที่ภาคตะวันออกซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการเพาะปลูกผลไม้มากชนิดแห่งหนึ่งของประเทศ พบปะกับเกษตรกรเจ้าของสวน และผู้บริหารของกระทรวงเกษตรฯ หลายท่านหนึ่งในนั้นก็มีนางสาวสุพัตรา ธนเสนีวัฒน์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์
อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ บอกว่า ในภาพรวมของการให้การช่วยเหลือเกษตรกรที่ผลิตผลไม้ปี 2551 ทางกรมฯ มีแนวนโยบายในการบริหารจัดการ 4 แนวทางด้วยกัน ประกอบด้วย 1.สนับสนุนให้สหกรณ์ดำเนินธุรกิจตามกลไกทางการตลาดตามปกติ 2.ช่วยประสานและเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่สหกรณ์ ผู้ค้าภายในประเทศ ผู้ส่งออก และห้างสรรพสินค้า 3.สนับสนุนการส่งเสริมการขายผลผลิต ด้วยการประชาสัมพันธ์กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับผลไม้ และจัดเทศกาลผลไม้ตามฤดูกาล และ 4. สนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้สหกรณ์เพื่อใช้ในการรวบรวมผลผลิตจำนวน 200 ล้านบาท
เงินสนับสนุนที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เตรียมไว้ให้สำหรับสหกรณ์ได้กู้ยืมไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการรับซื้อผลผลิตจากสมาชิกในช่วงฤดูกาลที่ผลไม้ทยอยออกสู่ตลาดนั้น เป็นเงินจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) จำนวนทั้งสิ้น 170 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ซึ่งแบ่งเป็นเงินทุนสำหรับการจัดการผลไม้ในภาคตะวันออก จำนวน 60 ล้านบาท ภาคเหนือ 60 ล้านบาท และภาคใต้ 50 ล้านบาท ถ้าหากวงเงินที่ใช้ในการรวบรวมผลไม้ของกองทุนพัฒนาสหกรณ์ที่เตรียมไว้ไม่เพียงพอ กรมฯ จึงได้ทำข้อตกลงร่วมกับทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ขอเปิดวงเงินเผื่อเอาไว้อีกจำนวน 30 ล้านบาท โดยกรมฯ จะชดเชยดอกเบี้ยให้ไม่เกินร้อยละ 3
ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งแนวทางของส่วนงานภาครัฐที่พึงมีต้องการให้การช่วยเหลือเกษตรกรผู้เพาะปลูกผลไม้ ในการกระจายผลไม้ออกสู่ตลาดอย่างทันการ สำหรับประชาชนโดยทั่วไปนั้นอีกแนวทางหนึ่งนอกเหนือจากการหันมาบริโภคผลไม้ของไทยให้มากขึ้นแล้ว การเดินทางสู่พื้นที่เพื่อเยี่ยมชมกิจการสวนผลไม้ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งแนวทางของการช่วยเหลือเกษตรกรเหล่านี้
ที่สำคัญการได้สัมผัสกับบรรยากาศสวน
ผลไม้ที่เต็มไปด้วยผลผลิตบนต้นที่ทุกคนสามารถเก็บเอามากินในพื้นที่ตรงนั้นได้เลย พร้อมรับซื้อเพื่อนำฝากคนที่รักแบบสด ๆ มีคุณภาพด้วยแล้ว นับเป็นอีกหนึ่งบรรยากาศที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว และวันนี้มีสวนผลไม้ปริมาณมากของพื้นที่ภาคตะวันออก ที่เข้าร่วมโครงการ การท่องเที่ยวสวนผลไม้ในพื้นที่ของปีนี้.

Recent Comments