ท้องทุ่งสะวันนาแห่งป่าแอฟริกาไม่เพียงแต่จะโดดเด่นอยู่ในใจนักท่องไพรมาเป็นเวลาช้านาน แต่สำหรับนักนิยมเต่าบกก็เช่นเดียวกัน เนื่องจากดินแดนนี้เป็นถิ่นกำเนิดของเต่า Sulcata เต่าบกที่จัดว่าใหญ่เป็นอันดับ3ของโลก รองจาก เต่าอัลดาบราและกาลาปากอส แต่หากพิจารณาตามสภาพภูมิศาสตร์แล้ว Sulcata ถือว่าเป็นเต่าใหญ่ที่สุดในบรรดาเต่าที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินใหญ่เลยทีเดียว เพราะเนื่องจากยักษ์ใหญ่ในสองอันดับแรก ล้วนเป็นเต่าที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ตามหมู่เกาะทั้งสิ้น
          สำหรับหลายคนที่ยอมรับว่าการไขว้คว้าเอา เต่าอัลดาบราหรือกระทั่ง เต่ากาลาปากอส มาประดับสนามหญ้าหน้าบ้านนั้นเป็นเรื่องสุดเอื้อมถึง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม เจ้าซูคาต้า นักเดินทางแห่งท้องทุ่งสะวันนา ตัวนี้น่าจะทำหน้าที่เป็นทางเลือกปลอบใจให้คลายกิเลสลงไปได้บ้าง ทั้งนี้เนื่องจากขนาดของลำตัวที่ยิ่งหย่อนกว่ากันไปไม่เท่าใดนัก โดยมีความยาวประมาณ 75 ซม. และมีน้ำหนักได้ถึง 100 กิโลกรัม เมื่อมีขนาดโตเต็มที่ นอกจากนี้ เจ้า Sulcata ยังมีสีสันที่สว่างและดูสะอาดตากว่า ยิ่งไปกว่านั้นในเรื่องของอัตราการเจริญเติบโตที่รวดเร็วแล้ว เจ้า Sulcata ก็สามารถมีให้กับผู้เลี้ยงได้เฉกเช่นเดียวกับเจ้ายักษ์ใหญ่ในสองอันดับแรก ซึ่งอาจสรุปได้ว่า หากใครคิดจะเลี้ยง Big Three นี้ไว้ในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นตัวใดก็ตัวหนึ่ง ภายในสามถึงห้าปี คงจำเป็นจะต้องเอาออกมาเลี้ยงแบบ Outdoor อย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นประเด็นนี้จึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องตระหนักไว้ให้ดี ก่อนที่จะตัดสินใจรับเอา Sulcata เข้ามาเลี้ยงสักตัว เนื่องจากถิ่นกำเนิดของเต่า Sulcata นั้นอยู่บริเวณพื้นที่แห้งแล้ง บริเวณขอบทะเลทรายซาฮาร่า ตั้งแต่ประเทศมาลี,เซเนกัล ในแอฟริกาตะวันตก ไปจนถึง ประเทศเอธิโอเปียในแอฟริกาตะวันออก จึงไม่แปลกเลยที่เต่าชนิดนี้จะมีการปรับตัวหลบภัยร้อนได้ดี โดยกิจกรรมที่เราจะพบได้บ่อยก็คือ การขุดดินเป็นโพรงแล้วเข้าไปนอนอยู่ในนั้นอย่างสบายใจ อุปนิสัยอีกอย่างหนึ่งที่ค่อนข้างแตกต่างจากเต่าบกทั่วไปก็คือ Sulcata เป็นเต่าที่ขยันเดินเอาเสียจริงๆ เรียกได้ว่าหากไม่ขุดดินก็เดินหาอาหาร ทั้งนี้อาจเป็นไปได้ว่า ถิ่นอาศัยเดิมค่อนข้างแห้งแล้ง ดังนั้นการหาอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน จึงต้องอาศัยการเดินเป็นพื้นที่หากินบริเวณกว้างๆ ทั้งนี้ยังเป็นการออกกำลังกายและรับแสงแดดไปในตัวอีกด้วย ซึ่งนิสัยอย่างนี้ทำให้ใครหลายคนประทับใจ จนอยากจะมียักษ์ใหญ่ที่ไม่เอาแต่นอนมาไว้ในครอบครองสักตัว กอปรกับสนนราคาที่ไม่สูงนักจึงทำให้ใครหลายๆคนเป็นเจ้าของได้โดยง่าย และหากใครได้ลองเลี้ยง Sulcata ไปได้สักระยะนึงแล้วละก็…ลองสังเกตุดูนะครับ เจ้านักเดินทางแห่งท้องทุ่งสะวันนาตัวนี้ จะคุ้นและเชื่องกับเจ้าของถึงขนาดเดินเข้ามาขออาหารกินเลยทีเดียว
        สำหรับส่วนตัวของนาย Chelonian เองนั้น เคยได้เลี้ยงเจ้า Sulcata อยู่พักใหญ่จึงตัดสินใจปล่อยออกไปด้วยความจำใจ เนื่องจากอุปนิสัยความเป็น Hyper-active กว่าเต่าทั่วไปที่เลี้ยงไว้ จึงกลับกลายเป็นว่าเวลานอนกลางวันของเต่าตัวอื่นๆ มักจะถูกรบกวนโดยนิสัยช่างเดินและช่างขุดของเจ้า Sulcata ไปเสียนี่กระไร

 

การดูแลโดยทั่วไป

         เนื่องจากซูคาต้าเป็นเต่าที่มีถิ่นกำเนิดจากพื้นที่แห้งแล้ง สิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ สำหรับการเลี้ยงในประเทศที่อยู่ในเขตร้อนชื้นก็คือเรื่องความชื้นแฉะ นอกจากนี้การกกไฟเมื่ออากาศเย็น และขณะที่มีฝนตกถือเป็นสิ่งที่พีงกระทำอย่างยิ่ง โดยปรกติแล้วอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับยักษ์ใหญ่ตัวนี้อยู่ที่ 32 cํ ในตอนกลางวันและไม่ควรต่ำกว่า 22 cํ ในเวลากลางคืน สิ่งที่ต้องระวังอีกอย่างหนึ่งสำหรับผู้ที่เลี้ยงในกรงแบบ Outdoor ก็คือ การขุดโพรงของเต่า ซึ่งอาจกลับกลายเป็นการขุดโพรงออกจากกรงได้ไปพร้อมๆกัน อีกสิ่งหนึ่งผู้เลี้ยงทุกท่านต้องตระหนักไว้ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงในกรงแบบ Indoor หรือ Outdoor คือ เต่า Sulcata เป็นเต่าที่ต้องการพื้นที่ในการเดินออกกำลังกายที่มากกว่าเต่าสายพันธุ์อื่นๆ ดังนั้นการเตรียมพื้นกรงกว้างๆ ย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากผู้เลี้ยงต้องการให้เต่าที่เลี้ยงไว้เติบโตขึ้นมาอย่างที่สุขภาพที่ดี

 

อาหารการกิน          ในสภาพธรรมชาติแล้ว อาหารของเต่า Sulacata เป็นหญ้าและหญ้าแห้ง ในสัดส่วนถึง 70% และเฉกเช่นเดียวกับอาหารของเต่าบกทั่วๆไปคือ จะต้องยึดหลักของ อาหารเส้นใยสูง โปรตีนต่ำๆ และที่สำคัญก็คือไม่ควรได้รับโปรตีนจากเนื้อสัตว์เลย การให้เต่าทานอาหารรสหวานเช่นผลไม้ แม้ว่าเต่าจะชอบแต่ก็ไม่ส่งผลดีเอาเสียเลย เพราะปริมาณอาหารหวานที่มากเกินไปจะทำให้เต่าท้องอืดและเกิดแก๊สในกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ นอกจากนี้ การให้อาหารจำพวก Wet&Soft Food อย่างผักสลัด และมะเขือเทศ ติดต่อกันเป็นเวลาก็ไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพของเต่าแต่ประการใด แม้ว่าเต่าจะแสดงอาการ ชอบอาหารเหล่านี้เสียเหลือเกิน พืชที่หาได้ง่ายๆใกล้ตัวเราและถือว่าเป็นอาหารโภชนาการสูงสำหรับ Sulcata ก็เห็นจะเป็น หญ้ามาเลเซีย,ตะบองเพชร Opuntia, ใบหม่อน ,ใบชบา เป็นต้น อีกสิ่งหนึ่งที่ควรกระทำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับลูกเต่าที่กำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโตก็คือ การเสริมแคลเซียมลงในอาหารที่ใช้เลี้ยง ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของกระดองปลาหมึก หรือกระทั่งแคลเซียมสำหรับสัตว์เลื้อยคลานที่มีจำหน่ายอยู่ทั่วไป โดยการเสริมแคลเซียมนี้สามารถกระทำได้ทุกวัน เช่นเดียวกับการนำเต่าออกมารับแสงแดดที่สามารถกระทำได้บ่อยครั้งเท่าที่ต้องการ

การขยายพันธุ์         สำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของเต่า Sulcata ที่มีอายุตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป การที่จะได้ยลโฉมลูกเต่าจากเจ้ายักษ์ใหญ่ตัวนี้ ดูจะเป็นเรื่องค่อนข้างธรรมดาและสามารถกระทำได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เนื่องจากเต่า Sulcata เพศเมียที่สมบูรณ์ จะสามารถให้ไข่ได้มากกว่าตัวละ 100 ฟองต่อปีเลยทีเดียว โดยตัวเมียจะออกไข่เป็นหลุมๆละ 10 ฟองขึ้นไป ปีละ 5-6 หลุม โดยแม่เต่าจะเริ่มวางไข่ตั้งแต่เดือนตุลาคมไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ และหากได้รับการฟักที่เหมาะสม ลูกเต่าจะเริ่มเจาะเปลือกไข่ออกมาเมื่อฟักไปได้ประมาณ 90 วันจึงไม่แปลกที่ในตลาดสัตว์แปลกของบ้านเราจะมีลูกเต่า Sulcata ขายอยู่อย่างต่อเนื่องและเป็นจำนวนมาก ทั้งในรูปแบบที่นำเข้าจากฟาร์มในต่างประเทศ และกลุ่มที่เพาะพันธุ์ขึ้นได้เองในประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีว่า นักเลี้ยงเต่าชาวไทยก็มีความสามารถไม่น้อยหน้านักเลี้ยงชาวต่างชาติ อีกทั้งยังเป็นที่แน่นอนว่าลูกเต่าที่เกิดในประเทศไทย ย่อมได้เปรียบในเรื่องของอัตราการรอดที่สูงและอัตราการเจริญเติบโตที่รวดเร็วกว่า ทั้งนี้เนื่องจากลูกเต่าไม่ต้องเสียเวลาในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ ดั่งเช่นลูกเต่าที่นำเข้าจากฟาร์มในต่างประเทศ ที่ด้วยสาเหตุของการขนส่งเป็นระยะทางไกล ผู้ส่งที่ต้นทางจะต้องมีการอดอาหารลูกเต่าก่อนการส่งและต่อเนื่องไปจนถึงเวลาขณะทำการขนส่ง ซึ่งภาวะเหล่านี้จะส่งผลให้ลูกเต่าเครียดและหยุดการเจริญเติบโตไปในช่วงเวลาหนึ่ง อีกทั้งยังมีโอกาสสูญเสียเมื่อเลี้ยงไปได้สักระยะหนึ่งหากลูกเต่าไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดใหม่ที่ปลายทางได้ อย่างไรก็ตามการนำเข้าเต่าจากต่างประเทศก็ยังคงเป็นสิ่งจำเป็น อย่างน้อยก็เพื่อสลับสายเลือดในการเพาะพันธุ์ ซึ่งเป็นการป้องกันไม่ให้ลูกเต่าในรุ่นหลังๆมีสายเลือดที่ชิดกันจนเกินไป
         ทั้งหมดนี้คงเป็นที่พอหอมปากหอมคอ สำหรับผู้ที่สนใจจะเป็นเจ้าของนักเดินทางแห่งท้องทุ่งสะวันนานี้สักตัว แต่อย่างที่ผมคอยย้ำนักหนาในตอนจบของทุกเรื่องก็คือว่า จงเลี้ยงด้วยใจรัก อย่าเลี้ยงตามกระแสนะครับ เพราะหากเราเลี้ยงเต่าด้วยใจรักแล้ว เต่าที่คุณรักจะเป็นเต่าที่คุณรักตลอดไป ไม่ว่ากระแสจะเป็นเช่นไร แล้วเต่าพวกนี้ก็อายุยืนเสียด้วยสิ หรือว่าไม่จริง

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก:
ครรชิต ดีสมศักดิ์ (Chelonian) และ http://www.siamreptile.com