Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/hamster/domains/hamsteronline.com/public_html/blog/wp-includes/formatting.php on line 82

  

ปูม้าสัตว์เศรษฐกิจ ฟื้นฟูชีวิตชาวประมง

   นานมาแล้วที่ปูม้าเป็นสัตว์เศรษฐกิจของไทย ด้วยความที่เนื้อของมันมีรสชาติดี แต่ปัจจุบันปริมาณปูม้าที่จับได้ในน่านน้ำไทยเริ่มร่อยหรอลง เพราะจับขึ้นมามากกว่าที่ธรรมชาติจะทดแทนได้ทัน จึงเกิดงาน วิจัยเพื่อเพาะเลี้ยงปูม้า ซึ่งนอกจากจะช่วยอนุรักษ์ชีวิตปูม้าเล็กๆ ในธรรมชาติแล้ว ยังช่วยสร้าง อาชีพให้ชาวประมงที่อยู่บริเวณชายฝั่งอีกด้วย

ทำไมถึงเรียกว่าปูม้า

ปูม้าเป็นปูที่อยู่ในวงศ์ปูว่ายน้ำ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Portunus pelagicus (Linnaeus 1758) หรือชื่อสามัญภาษาอังกฤษว่า blue swimming crab, flower crab, sand crab มี หลายท่านสงสัยว่าทำไมคนไทยถึงเรียก ปูชนิดนี้ว่าปูม้า ช่วงแรกๆ ที่มีการศึกษา ทางด้านอนุกรมวิธานเรื่องปูในประเทศ ไทยนั้น นักอนุกรมวิธานด้านปูส่วนใหญ่เป็นชาวต่างประเทศ มีความสับสนและเข้าใจว่าปูม้าที่พบในเมืองไทยเป็นปูชนิดเดียวกับปูว่ายน้ำ ชนิด P. trituberculatus (Mier 1876) ซึ่งมีชื่อสามัญว่า horse crab เพราะมีรูปพรรณสัณฐานใกล้เคียงกันมาก ลักษณะที่แตกต่างกันก็มีเพียงจำนวนหยักระหว่างช่วงตาและจำนวนหนามด้านในที่ก้ามเท่านั้น ต่อมาเมื่อมีการวิเคราะห์อย่างใกล้ชิดก็ทราบว่าไม่ใช่ ปูชนิด P. trituberculatus อย่างที่เข้าใจ แต่เป็นปูอีกชนิดหนึ่ง จึงให้ชื่อว่า P. pelagicus
 
แม้จะมีความพยายามให้เรียกชื่อปูนี้ใหม่เป็นปูว่ายน้ำสีฟ้า หรือปูดอกหมากตามสีตัว แต่ก็ไม่ได้รับความนิยม

ลักษณะทั่วไปของปูม้า

ปูม้ามีกระดองกว้าง ระหว่างขอบตามีหยักประมาณสี่หยัก ขาสั้นกว่าก้าม ขาคู่ท้ายแบนเป็นรูปใบพาย ตัวผู้มีก้ามยาวกว่าตัวเมีย ลำตัวมีสีฟ้าอ่อน มีจุดสีขาวทั่วไปบนกระดอง พื้นท้องเป็นสีขาว ก้ามและขามีสีฟ้า ปูม้าตัวเมียมีจับปิ้งที่แผ่กว้าง ขอบด้านข้างมีขนละเอียดทุกปล้อง ก้ามสั้นกว่าตัวผู้ กระดองสีน้ำตาลอ่อน มีตุ่มขรุขระ ไม่มีจุดสีขาวเหมือนตัวผู้ ปลายขามีสีม่วงแดง
        ปูม้าพบทั่วไปบริเวณชายฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน ในระดับน้ำที่มีความลึกไม่เกิน 40 เมตร พบมากที่ความลึกประมาณ 7-30 เมตร บริเวณพื้นท้องทะเลที่เป็นโคลน ทราย โคลนปนทราย และหินปะการัง กินอาหารได้หลากหลาย นับตั้งแต่สัตว์ เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา ไส้เดือนทะเล (เพรียงทราย  เพรียงเลือด) เพรียงหิน (barnacle) ลงไปจนถึงหญ้าทะเลและสาหร่ายต่างๆ ว่ายน้ำเร็ว ออกหากินในเวลากลางคืน ส่วนกลางวันจะฝังตัวตามพื้นทราย  โผล่ตาและหนวดไว้เพื่อคอยจับเหยื่อและหลบหลีกศัตรู ศัตรูที่สำคัญได้แก่ เต่าทะเล ปลาฉลาม ปลากระเบน ปลากินเนื้อทุกชนิด และหมึก

การสืบพันธุ์

 ปูม้าเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุประมาณสามเดือน ขนาด 4.5 เซนติเมตร วางไข่ตลอดปี ก่อนผสมพันธุ์ปูเพศผู้จะลอกคราบก่อนประมาณ 7-10 วัน เมื่อกระดองแข็งมีความสมบูรณ์เต็มที่ก็จะเริ่มหาปูเพศเมียที่โตเต็มวัยและ มีความพร้อมที่จะร่วมผสมพันธุ์ เช่น ใกล้จะลอกคราบ เมื่อพบแล้วปูเพศผู้ จะเกาะหลังปูเพศเมีย โดยใช้ขาเดินคู่ที่ 2-4 พยุงปูเพศเมียไว้ประมาณ 3-4  วัน จนกระทั่งปูเพศเมียลอกคราบ  ลำตัวนิ่ม ในช่วงนี้ปูเพศผู้จะใช้ก้ามหนีบโคนก้ามของปูเพศเมียเพื่อจับให้นิ่ง จากนั้นจะสอดตัวเข้าไประหว่างจับปิ้งของปูเพศเมีย เพื่อสอดอวัยวะสืบพันธุ์เพศผู้คู่ที่มีลักษณะยาวเรียวแหลมเล็กเข้าไปในรูเปิดของปูเพศเมียใต้จับปิ้ง ตรงบริเวณโคนขาคู่ที่สาม ส่วนรยางค์คู่สั้นทำหน้าที่ยึดหน้าท้องปูเพศผู้ให้ ติดกับหน้าท้องของปูเพศเมีย เพื่อช่วยให้การผสมพันธุ์มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ช่วงนี้ปูเพศผู้จะใช้ขาพยุงตัวเองไว้เพื่อไม่ให้ปูเพศเมียที่นิ่มเป็นอันตราย ปูเพศผู้จะปล่อยน้ำเชื้อไปไว้ในถุงเก็บน้ำเชื้อภายในปูเพศเมีย รอระยะเวลาผสมกับไข่ที่ส่งมาตามท่อนำไข่ในภายหลัง ขั้นตอนการผสมพันธุ์นี้จะใช้เวลาประมาณ 12-15 ชั่วโมง โดยน้ำเชื้อที่อยู่ในถุงเก็บน้ำเชื้อจะมีอายุประมาณ 3-4 เดือน ซึ่งในช่วงฤดูผสมพันธุ์ปูเพศผู้ตัวหนึ่งสามารถผสมกับปูเพศเมียได้หลายตัว
        หลังจากผสมพันธุ์แล้ว ปูเพศเมีย ก็จะกลับตัวอยู่ในท่าปกติ ตัวผู้จะเกาะหลังปูเพศเมียอีก 1-2 วัน จนกระทั่งตัวเมียกระดองแข็งจึงแยกตัวออก หลัง จากผสมพันธุ์ประมาณ 20-30 วัน ไข่จะถูกส่งมาตามท่อนำไข่เพื่อผสมกับ น้ำเชื้อ แล้วส่งไปเก็บไว้ที่หน้าท้อง รยางค์อกจะเปลี่ยนแปลงไปเพื่อรับการเกาะของไข่ ไข่ที่ผสมแล้วจะมีขนาดโตขึ้นเรื่อยๆ จนล้นจับปิ้ง ระยะนี้เรียกว่าปูไข่นอกกระดอง ไข่จะเปลี่ยนสีจากเหลืองอ่อนเป็นเหลืองเข้ม น้ำตาลอ่อน และน้ำตาลตามลำดับ ประมาณ 10-15 วัน แม่ปูก็จะใช้ขาเดินเขี่ยไข่ให้หลุดจากจับปิ้ง ปล่อยล่องลอยไปในทะเล ไข่สีดำซึ่งแก่เต็มที่ จะมองเห็นลูกตาเป็นจุดสีดำภายใน ได้ ไข่ใช้เวลาฟัก เป็นตัวภายใน 1-2 วัน โดยปูแม่หนึ่งตัวมีไข่ประมาณ 120,000-2,300,000 ฟอง ขึ้นอยู่กับขนาดของปูไข่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 304-412 ไมครอน

ประมงปูม้า

        ถ้าย้อนกลับไป 60-70 ปี ปูม้าเป็นเพียงสัตว์ทะเลที่ปะปนมากับเครื่องมือประมงซึ่งชาวประมงใช้จับปลาในเขตน้ำตื้นเท่านั้น การจับปูม้าเป็นอาชีพ จริงๆ ยังไม่มี นอกจากมือสมัครเล่นที่ใช้แร้วปูวางดักตามทะเลหน้าบ้าน  หรือใช้ไฟส่องเดินจับในตอนกลางคืนช่วงน้ำลง เพื่อนำมาบริโภคในครัวเรือน ถ้าได้มากก็นำไปขายเป็นค่ากับข้าวเท่านั้น
        ช่วง พ.ศ. 2490-2514 ปูม้าก็ยังเป็นเพียงผลพลอยได้จากอวนลาก อวน   รุน อวนลอย และเป็นอาหารทะเลราคาถูกที่คนทั่วไปนิยมแสวงมาบริโภคในสมัยนั้น ในช่วง พ.ศ. 2515-2540 ปูม้าเริ่มมีราคาสูงขึ้น โดยใน พ.ศ. 2530 ราคาได้เพิ่มจากกิโลกรัมละ 10-20 บาท เป็นกิโลกรัมละ 30-50 บาท และเป็นกิโลกรัมละ 60-80 บาท ใน พ.ศ. 2540 และเนื่องจากปลาในอ่าวไทยกับฝั่งทะเลอันดามันหายากขึ้น ชาวประมงจึงเปลี่ยนอวนลอยปลามาเป็นอวนจมปู เพื่อจับปูโดยเฉพาะ

สัญญาณความถดถอยของทรัพยากร

ใน พ.ศ. 2520 ปูม้าที่จับได้จากเครื่องมือประมงต่างๆ ในอ่าวไทยมีความยาวเฉลี่ยประมาณ 14.41 เซนติเมตร แต่ปัจจุบันปูม้าที่ขึ้นท่าหรือ แพปูทั่วประเทศมีขนาดเฉลี่ยเพียง 8.45 เซนติเมตร  เท่านั้น การที่ขนาดเฉลี่ยของปูที่จับได้มีขนาดเล็กลงก็เป็น อีกหลักฐานหนึ่งที่ชี้บ่งว่าทรัพยากรปูม้าของไทยในปัจจุบันนั้นกำลังอยู่ในสภาพที่ถดถอย มีการจับใช้เกินกำลังทดแทนการผลิตที่มีอยู่ในธรรมชาติ
        มีรายงานว่า ในอ่าวไทยตอนบนตั้งแต่จังหวัดชลบุรีถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีกำลังผลิตปูม้าสูงสุดตามธรรมชาติประมาณ 11,000 เมตริกตัน แต่ใน พ.ศ. 2541 ชาวประมงจับปูม้าในบริเวณดังกล่าวขึ้นมาใช้เป็นจำนวน ถึง 14,800 เมตริกตัน ถ้าจะไม่ให้ทรัพยากรปูม้าถดถอย ก็จำเป็นต้องลดการประมงในภาพรวมประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ของการลงแรงในปัจจุบัน

จากทะเลสู่การเพาะเลี้ยง

ในอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน มีความสามารถในการผลิตปูม้าสูงสุด (maximum sustainable yield) ประมาณ 40,000 เมตริกตัน แต่ปริมาณปูม้าที่จับขึ้นมาใช้ตั้งแต่ พ.ศ. 2539 เป็นต้นมา มีปริมาณสูงกว่ากำลังผลิตที่มีอยู่ตามธรรมชาติมาตลอด ยังผลให้ปริมาณที่จับได้หลัง พ.ศ. 2541 ลดลงเรื่อยๆ พ.ศ. 2545 มีปูม้าที่ขึ้น ท่าสะพานปลาหรือแพปูเพียง 28,900  เมตริกตันเท่านั้น และคาดว่าปริมาณที่จับได้จะลดลงเรื่อยๆ ถ้าไม่มีการจัดการทรัพยากรปูม้าอย่างถูกต้องและรีบด่วน
        การที่จะเพิ่มปริมาณปูม้าในอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามันให้สูงกว่า 40,000 เมตริกตันนั้นคงจะทำได้ยาก อย่างดีที่สุดก็เพียงรักษาระดับของประชากรปูม้าให้สมดุลอยู่ในระดับที่ ไม่ต่ำกว่านี้ ซึ่งเป็นความสามารถใน การผลิตที่มีอยู่ในอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามันเท่านั้น คำถามที่ตามมาคือ จะเพิ่มปริมาณปูม้าให้มีมากตามความต้องการของตลาดได้อย่างไร?
        “การเพาะเลี้ยงปูม้า” น่าจะเป็นทางออกที่ดีและยั่งยืนทางหนึ่ง ถ้าต้องการผลผลิตปูม้าจำนวน 40,000 เมตริกตันต่อปี ก็จะใช้พื้นที่บ่อเพียง 25,000 ไร่เท่านั้น นอกจากเป็นมาตรการที่สามารถเพิ่มปริมาณปูม้าสนองความต้องการของตลาดแล้ว ยังเป็นแนวทางหนึ่งที่ จะช่วยลดการใช้ทรัพยากรปูม้าที่อยู่จำกัดตามธรรมชาติ และช่วยเพิ่มโอกาสให้ปูรุ่นใหม่ได้มีโอกาสเข้าไปทดแทนประชากรปูที่ถูกจับใช้ทุกวันด้วย

ข้อมูลโดย: ผศ.ดร. บรรจง เทียนส่งรัศมี ผู้ประสานงานชุดโครงการปู

                   สำนักงานวิจัยพืชและสัตว์น้ำ สำนักงานกองทุนสนับสนุนและวิจัย

                   และ UpDATE  Magazine