Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/hamster/domains/hamsteronline.com/public_html/blog/wp-includes/formatting.php on line 82

 ไดโนเสาร์หาย…ไปไหน?
       เรื่องราวเกี่ยวกับไดโนเสาร์ยังคงเป็นเรื่องที่สร้างความพิศวงและแปลกใจให้กับ พวกเราทุกคนไม่รู้หาย เหตุใดเจ้าสัตว์ร่างใหญ่เหล่านี้จึงสูญหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ของโลกอย่างรวดเร็วและไร้ร่องรอย นักวิทยาศาสตร์หลายกลุ่มต่างก็ออกมาเสนอทฤษฎีเกี่ยวกับการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์มากมาย แต่ปัญหาก็คือ ทฤษฎีแต่ละทฤษฎีต่างก็ยังคงมีจุดอ่อนของตนเอง ทำให้ไม่สามารถชี้ชัดเจนลงไปได้ว่าไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปได้อย่างไร
ลองมาดูกันว่า ทฤษฎีเกี่ยวกับการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ทฤษฎีไหนจะมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่ากันจะขอกล่าวในทฤษฎีที่สำคัญครับ
ทฤษฎีทั้ง 12 ทฤษฎีมีดังต่อไปนี้

1. “ทฤษฎีอุกกาบาตพุ่งชนโลก”
2. “ทฤษฎีภูเขาไฟระเบิด”
3. “ทฤษฎีบันได เด็คแคน”
4. “ทฤษฎีเรือนกระจก”
5. “ทฤษฎีฝุ่นดาว”
6. “ทฤษฎีการขาดอากาศ”
7. “ทฤษฎีโรคภัยไข้เจ็บ”
8. “ทฤษฎีสัตว์เลือดอุ่นนักล่ากลุ่มใหม่”
9. “ทฤษฎีรังสีคอสมิคจากการระเบิดของซุปเปอร์โนวา
10. “ทฤษฎีวงโคจรของโลกเกิดการเปลี่ยน”
11. “ทฤษฎีการเปลี่ยนขั้วของแม่เหล็กโลก”
12. “ทฤษฎีน้ำล้นออกจากมหาสมุทรอาร์คติก”

จะยกตัวอย่ามา1 ตัวอย่างนะค่ะ

“ทฤษฎีการขาดอากาศ” -
นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งได้ตั้งข้อเสนอไว้อย่างสนใจว่า ได้โนเสาร์อาจจะสูญพันธุ์ จากโลกนี้ เพราะการที่ปริมาณของออกซิเจนบนโลกใบนี้ลดน้อยลงไปอย่างรวดเร็ว ศาสตรา จารย์ เคท ริคบี้ (Keith Rigby) ได้นำเสนอทฤษฎีข้อสันนิษฐาน เพเล (Pele hypothesis) ริคบี้ เชื่อว่า การที่ปริมาณออกซิเจนลดลงอย่างรวดเร็วนั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นร่วมกับการ ที่อุณหภูมิของโลกเกิดการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้ไดโนเสาร์จำนวนมากเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว เหตุผลที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้เชื่อว่า ไดโนเสาร์เสียชีวิตจากการขาดอากาศ หายใจนั้นเกิดขึ้นเพราะพวกเขามองว่า ในช่วงที่เหลือกโลกของเราเกิดการเปลี่ยนแปลงนั้น ในระหว่างที่มีการยกตัวของเปลือกโลกบางส่วนขึ้นมาจากพื้นน้ำใต้ท้องทะเลกลายมาเป็นทวีป ต่าง ๆ นั้นจะส่งผลให้เกิดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่ง ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เหล่านี้จะถูกพืชนำไปใช้ในการสังเคราะห์อาหาร และปลดปล่อยก๊าซ ออกซิเจนออกมาเป็นจำนวนมาก บรรยากาศของโลกในยุคนั้นจึงเต็มไปด้วยอากาศบริสุทธิ์ เหมาะสำหรับการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวตเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น เมื่อปริมาณออกซิเจนที่เคยมี มากมายมหาศาลเกิดการลดปริมาณลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ไดโนเสาร์ปรับตัวไม่ทัน จึงค่อนข้าง จะทนต่อสภาพแวดล้อมใหม่ที่เกิดขึ้นไม่ได้ แม้ว่าทฤษฎีนี้จะฟังดูน่าเชื่อถือเพียงใด ก็ยังคงต้องมีหลักฐานมาอ้างอิงเพื่อให้ มองดูมีน้ำหนักและน่าเชื่อถือมากขึ้นกว่านี้ ซึ่งศาสตราจารย์ ริคบี้ ก็ได้ทำการศึกษาเพื่อค้นหา หลักฐานมาสนับสนุนทฤษฎีนี้เช่นกัน ในการศึกษานั้นเขาได้ค้นพบฟองอากาศในซากอำพัน โบราณ เมื่อนำอากาศในอำพันโบราณดังกล่าวมาตรวจสอบดูพวกเขาก็พบว่า ฟองอากาศ ดังกล่าวมีอายุประมาณ 75 ล้านปีก่อน หรือก่อนยุครอยต่อระหว่างยุคเครตาเชอุสและยุค เตร์ฌีอารวื ภายในฟองอากาศมีปริมาณออกซิเจนอยู่ถึง 35 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งฟังดูแล้วไม่น่า ที่จะเป็นไปได้เลย เพราะในบรรยากาศของเราในปัจจุบันมีปริมาณออกซิเจนอยู่เพียง 21 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ดังนั้นหากในยุครอยต่อระหว่างยุคเครตาเชอุสและยุคเตร์ฌีอารวื เกิดลด ระดับลงมาเหลือเพียง 28 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นการลดลงอย่างรวดเร็วของปริมาณออกซิเจน ก็อาจจะทำให้ไดโนเสาร์เสียชีวิตอย่างรวดเร็ว เพราะมันยังไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับ บรรยากาศแบบใหม่ที่มีออกซิเจนน้อยลง ข้อสังเกตอีกจุดหนึ่งที่ศาสตราจารย์ ริคบี้ ชี้ให้เห็นก็คือ บรรดาแมลงขนาดใหญ่ หลาย ๆ ชนิดที่มีชีวิตอยู่ในยุคเดียวกับไดโนเสาร์นั้น ได้อาศัยการดูดซึมออกซิเจนเข้าทาง เนื้อเยื่อ (Absorb) นั่นก็แสดงให้เราทราบว่า พวกมันไม่ได้หายใจเอาอากาศเข้าสู่ร่างกายเหมือน กับสัตว์ชนิดอื่น ดังนั้น หากอากาศภายนอกมีปริมาณออกซิเจนลดน้อยลง การดูดซึมเอา ออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายก็จะมีปริมาณน้อยลงไปด้วย จึงเป็นสาเหตุให้แมลงเหล่านี้เกิดการ สูญพันธุ์ได้ ข้อดีประการหนึ่งของทฤษฎีนี้ก็คือ คำอธิบายปรากฎการณ์บางอย่างที่ทฤษฎีอื่น ๆ ได้อธิบายเอาไว้ เช่น ในทฤษฎีอุกกาบาตพุ่งเข้าชนโลกนั้น ส่งผลให้เกิดหมอกฝุ่นควันหนาทึบ ปกคลุมโลกของเราเป็นเวลายาวนาน ส่งผลให้อากาศในขณะนั้นค่อนข้างมืดมิดและเต็มไปด้วย ความหนาวเหน็บ สัตว์ที่มีรูปร่างใหญ่โตอย่างไดโนเสาร์จึงไม่สามารถทนทานต่อกาศที่หนาว และสภาพบรรยากาศที่เปลี่ยนแปลงไปในขณะที่สัตว์ที่มีรูปร่างเล็ก ๆ เช่น จระเข้ เต่า และสัตว์ เลื้อยคลานขนาดเล็กอย่างจิ้งจก ตุ๊กแก กลับไม่ได้รับผลกระทบ ในทางตรงกันข้ามมันกลับ สามารถดำรงชีวิตอยู่ในยุคที่เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งมโหฬาร โดยไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์หลายกลุ่มก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น แต่นักวิทยาศาสตร์ ที่อธิบายที่อธิบายทฤษฎีการขาดอากาศได้อธิบายไว้อย่างน่าสนใจว่า สัตว์ที่มีขนาดเล็ก ๆ เช่น จระเข้ เต่า และสัตว์เลื้อยคลานนั้นมีอัตราการใช้พลังงานค่อนข้างต่ำ หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า ในช่วงที่บรรยากาศหนาวเหน็บไม่เหมาะสมกับการดำรงชีวิต พวกมันก็สามารถจำศีลเพื่อลด อัตราการใช้พลังงานได้เป็นอย่างดี จึงทำให้มันไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงครั้ง ใหญ่ และสามารถมีชีวิตรอดมาถึงปัจจุบันนี้ ผิดกับไดโนเสาร์ที่มีรูปร่างใหญ่โต การปรับตัว ก็ค่อนข้างลำบาก และใช้เวลามากกว่าสัตว์ที่มีขนาดเล็ก เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นก็ย่อมได้ รับผลกระทบอย่างหนัก ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาของธรรมชาติที่มีการคัดเลือกสิ่งมีชีวตที่จะ อาศัยอยู่บนโลกใบนี้ สัตว์โลกตัวใดที่อ่อนแอหรือไม่สามารถปรับตัวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลง ใหม่ ๆ ได้ก็จะล้มตายจากไป จะคงเหลืออยู่ก็เพียงสิ่งมีชีวิตใหม่ ๆ ที่สามารถปรับตัวเข้ากับ สิ่งแวดล้อมใหม่ได้ ไดโนเสาร์ก็อาจจะเป็นสัตว์โลกที่เคราะห์ร้ายกลุ่มหนึ่งที่ไม่สามารถปรับตัว เข้าสู่สิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ มันจึงถูกธรรมชาติกำจัดไปโดยที่ไม่มีใครสามารถที่จะช่วยเหลือได้

จากhttp://www.geocities.com/dinosaurth/dinosaur3.html